วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี ร่วมกับ วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกอุดรธานี
วิชาวิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาล และวิชาโครงงาน

การจัดการศึกษาแบบสหวิชาชีพ (Interprofessional Education : IPE)

หน้าหลัก (Dashboard) แผงควบคุมอาจารย์

ข้อมูลภาพรวม: กลุ่ม A 3/1

ความคืบหน้าโครงการ
100%
คะแนนรวมสะสม
46

เต็ม 100 คะแนน

ชื่อผลงาน / นวัตกรรม (ข้อ 3.4):

การพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของหุ่นจำลองฝึกทักษะการฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อในหุ่นเด็กที่มีระบบเซนเซอร์: ผลต่อทักษะปฏิบัติและความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์
รายชื่อสมาชิกทีมพัฒนานวัตกรรมข้ามศาสตร์
ลำดับ รหัสนักศึกษา ชื่อ - นามสกุล สถาบันต้นสังกัด
1 69301040014 นายสหรัฐ มณีวรรณ์ KUTC
2 69301040026 นายวงศกร ไชยคุณ KUTC
3 67118301032 นางสาวโชติกา ชัยประทุม BCNU
4 67118301034 นางสาวฐิติพร ธเนศอมรวงศ์ BCNU
5 67118301087 นางสาวเปรมกมล สุขพันธ์ BCNU
6 67118301094 นางสาวพัทราวดี เจริญฤทธิ์ BCNU
7 67118301106 นางสาวมาริสา กันมา BCNU
8 67118301108 นางสาวเยาวพา ปัญญาแสง BCNU
9 67118301110 นางสาวร่มโพธิ์ร่มไทร ราชสินธุ์ BCNU
10 67118301114 นางสาวลดาพร ทองพิมพ์ BCNU
11 67118301157 นางสาวอัจฉราพร ธาราศรี BCNU

รายงานความก้าวหน้าตามมิติ 4D Model

📂 ขั้นตอน: DISCOVER
คะแนนประเมิน: 23 / 25
1.1 รายการ Pain Points

1. ปัญหาที่พบส่วนใหญ่เด็กมักร้องไห้ ดิ้น และขยับร่างกายขณะฉีดวัคซีน 2. นักศึกษาขาดความมั่นใจในการฉีดวัคซีนเด็กเนื่องจากไม่มีประสบการณ์ 3. หุ่นฝึกทั่วไปไม่สามารถจำลองการดิ้นของเด็กได้

1.2 ข้อมูลข้อจำกัดทางเทคนิค

- เซ็นเซอร์เขียนโค้ดยาก จำกัดได้แค่ตำแหน่งกับความลึก เซ็นเซอร์มีโอกาสคลาดเคลื่อน - เขียนโค้ดซับซ้อน - การออกแบบโครงสร้างหุ่น

1.3 ข้อมูล Empathy Map

1. นักศึกษาขาดความมั่นใจในการออกฝึกปฏิบัติจริงกับเด็ก 2. เพิ่มความเข้าใจในสถานการณ์จริงก่อนปฏิบัติ 3. ลดความวิตกกังวลของผู้ปกครอง 4. สามารถฝึกซํ้าได้หลายครั้ง

คำแนะนำจากอาจารย์ (Feedback):

เป็นไปได้

📂 ขั้นตอน: DEFINE
คะแนนประเมิน: 23 / 25
2.1 การวิเคราะห์สาเหตุ (Fishbone/5 Why)

จากการขึ้นฝึกประสบการณ์คลินิกสุขภาพเด็กดี WCC ไม่ได้ปฏิบัติจริง เนื่องจากยังไม่มีประสบการณ์และขาดความเชื่อมั่นจากผู้ปกครองและพี่พยาบาลนักศึกษาส่วนใหญ่จึงได้เพียงสังเกตการณ์หรือช่วยหยอดวัคซีน เช่น Rota การปฏิบัติยังไม่ปลอดภัยและขาดความแม่นยำ ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ ด้านบุคลากร ผู้ฝึกมีประสบการณ์น้อย ขาดความมั่นใจ และยังไม่สามารถควบคุมเด็กได้อย่างเหมาะสม ด้านอุปกรณ์ หุ่นฝึกไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ไม่มีเซ็นเซอร์ตรวจจับตำแหน่งหรือความถูกต้องของการฉีด และไม่มีระบบประเมินผลแบบอัตโนมัติ ด้านวิธีการฝึก ผู้เรียนฝึกกับหุ่นนิ่งเป็นหลัก ไม่ได้เผชิญสถานการณ์เสมือนจริง จึงทำให้ทักษะการตัดสินใจและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ามีข้อจำกัด ด้านวัสดุ ผิวและลักษณะของหุ่นไม่ใกล้เคียงกับเด็กจริง รวมถึงเนื้อวัสดุมีความแข็งเกินไป ส่งผลให้ผู้ฝึกไม่คุ้นเคยกับแรงกดและความรู้สึกขณะฉีดจริง ด้านสิ่งแวดล้อม การฝึกในห้องปฏิบัติการมีความแตกต่างจากสถานการณ์ในคลินิกหรือโรงพยาบาล ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมจริงได้

2.2 ประโยคโจทย์ "How Might We..."

"เราจะช่วยให้นักศึกษาพยาบาลฝึกฉีดวัคซีนเด็กได้อย่างปลอดภัย เสมือนสถานการณ์จริงพร้อมลดความผิดพลาด และเพิ่มความมั่นใจได้อย่างไร"

2.3 กรอบแนวคิด PICO Framework

P (Population: กลุ่มเป้าหมาย) นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2–4 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี (BCNU) ที่ผ่านการเรียนภาคทฤษฎีและกำลังฝึกทักษะการฉีดวัคซีนเด็กในห้องปฏิบัติการหรือภาคปฏิบัติ I (Intervention: นวัตกรรม) หุ่นฝึกทักษะฉีดวัคซีนเด็กแบบเซ็นเซอร์จำลองการเคลื่อนไหว สำหรับเด็กอายุ 1–4 ปี ซึ่งสามารถจำลองการดิ้นหรือการเคลื่อนไหวของเด็ก พร้อมติดตั้งเซ็นเซอร์เพื่อตรวจสอบตำแหน่งการฉีด ความถูกต้องของเทคนิค และแสดงผลการประเมินแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการฝึกปฏิบัติในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริง C (Comparison: วิธีเปรียบเทียบ) การฝึกด้วยหุ่นฝึกฉีดวัคซีนแบบเดิม (หุ่นนิ่งทั่วไป) ที่ไม่สามารถจำลองการเคลื่อนไหวของเด็กและไม่มีระบบเซ็นเซอร์หรือระบบประเมินผลอัตโนมัติ O (Outcome: ผลลัพธ์ที่คาดหวัง) - นักศึกษามีทักษะการฉีดวัคซีนเด็กได้อย่างถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น - นักศึกษามีความมั่นใจในการปฏิบัติการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น - ลดความผิดพลาดในการเลือกตำแหน่งและเทคนิคการฉีดวัคซีน - นักศึกษาสามารถฝึกการจับยึดและรับมือกับเด็กที่ดิ้นหรือเคลื่อนไหวขณะฉีดวัคซีนได้ - เพิ่มความพร้อมก่อนการฝึกปฏิบัติกับผู้ป่วยจริง และส่งเสริมความปลอดภัยของผู้รับบริการ

คำแนะนำจากอาจารย์ (Feedback):

เป็นงานที่ท้าทาย

📂 ขั้นตอน: DEVELOP
คะแนนประเมิน: 0 / 25
3.1 รายการไอเดียระดมสมอง (Ideation)

ไอเดียที่ 1: หุ่นเด็กจำลองสำหรับฝึกฉีดวัคซีน ใช้หุ่นเด็กที่มีสัดส่วนใกล้เคียงเด็กจริงและมีแผ่นซิลิโคนบริเวณต้นขาซ้าย เพื่อให้นักศึกษาฝึกกำหนดตำแหน่งฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อได้อย่างถูกต้อง ไอเดียที่ 2: ระบบเซนเซอร์ตรวจสอบการปฏิบัติ ติดตั้งระบบเซนเซอร์เพื่อตรวจวัดมุมและแรงกดขณะฝึก พร้อมแสดงผลย้อนกลับแบบทันที เพื่อให้นักศึกษาทราบว่าการปฏิบัติเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดหรือไม่ ไอเดียที่ 3: ระบบจำลองพฤติกรรมเด็ก ใช้มอเตอร์ควบคุมการเคลื่อนไหวของขาและลำโพงเล่นเสียงร้องไห้ เพื่อจำลองสถานการณ์เด็กดิ้นหรือไม่ให้ความร่วมมือขณะฉีดวัคซีน ไอเดียที่ 4: ระบบควบคุมและประเมินผล เชื่อมต่อหุ่นกับโทรศัพท์มือถือผ่าน Wi-Fi เพื่อควบคุมการทำงานและแสดงผลการฝึกแบบทันที พร้อมมีปุ่มควบคุมบนตัวหุ่นสำหรับใช้งานเมื่อไม่ได้เชื่อมต่อโทรศัพท์

3.2 ไฟล์รูปภาพชิ้นงานต้นแบบ (Prototype)

ต้นแบบนวัตกรรมที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น คือ หุ่นจำลองเด็กสำหรับฝึกทักษะการฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อที่มีระบบเซนเซอร์ โดยนำแนวคิดจากขั้นตอน Ideation มาพัฒนาเป็นชิ้นงานที่นักศึกษาพยาบาลสามารถใช้ฝึกปฏิบัติได้ในสถานการณ์จำลอง ซึ่งออกแบบให้มีลักษณะใกล้เคียงกับการฉีดวัคซีนในเด็กจริง และช่วยให้นักศึกษาได้ฝึกทั้งทักษะการฉีดยาและการรับมือกับพฤติกรรมของเด็กขณะได้รับวัคซีน ลักษณะและองค์ประกอบของต้นแบบ 1. ตัวหุ่นจำลองเด็ก ใช้เป็นแบบจำลองสำหรับฝึกฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อ โดยกำหนดบริเวณฝึกฉีดไว้ที่ต้นขาซ้ายของหุ่น เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกระบุตำแหน่งและขั้นตอนการฉีดวัคซีน 2. แผ่นซิลิโคนสำหรับฝึกฉีดยา ติดตั้งบริเวณต้นขาซ้าย เพื่อใช้เป็นตำแหน่งฝึกแทงเข็มและฝึกทักษะการฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อ 3. ระบบเซนเซอร์ตรวจสอบการปฏิบัติ ใช้ตรวจสอบตำแหน่งและแรงกดขณะฝึก เพื่อให้ผู้ฝึกได้รับข้อมูลย้อนกลับและสามารถปรับปรุงทักษะการปฏิบัติได้ 4. ระบบจำลองพฤติกรรมของเด็ก ประกอบด้วยมอเตอร์ที่ช่วยให้ขาของหุ่นเคลื่อนไหว และลำโพงสำหรับเปิดเสียงร้องไห้ เพื่อจำลองสถานการณ์ที่เด็กอาจดิ้นหรือร้องไห้ขณะได้รับวัคซีน 5. ระบบควบคุมและแสดงผล สามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือผ่าน Wi-Fi เพื่อควบคุมการทำงานและแสดงผลการฝึกแบบทันที (Real-time Feedback) นอกจากนี้ยังมีปุ่มควบคุมบนตัวหุ่นสำหรับใช้งานโดยไม่ต้องเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ

รูปภาพสิ่งประดิษฐ์ต้นแบบ (Prototype)

Prototype Image
3.3 ผลวิเคราะห์ความเป็นไปได้และความปลอดภัย

1. ความเป็นไปได้ในการพัฒนานวัตกรรม ด้านวัสดุและอุปกรณ์: สามารถนำหุ่นจำลองเด็ก แผ่นซิลิโคนสำหรับฝึกฉีดยา ระบบเซนเซอร์ มอเตอร์ และลำโพงมาประกอบเป็นต้นแบบได้ ด้านการใช้งาน: สามารถออกแบบให้ผู้เรียนฝึกฉีดวัคซีนบริเวณต้นขาซ้ายของหุ่น และฝึกซ้ำได้หลายครั้งโดยไม่ต้องใช้เด็กจริงเป็นผู้รับการฝึก ด้านเทคโนโลยี: ระบบสามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่าน Wi-Fi เพื่อควบคุมการทำงานและแสดงข้อมูลย้อนกลับได้ รวมทั้งมีปุ่มควบคุมบนตัวหุ่นเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ด้านการเรียนการสอน: สามารถนำไปใช้เป็นสื่อฝึกทักษะในห้องปฏิบัติการพยาบาล ช่วยให้นักศึกษาได้ฝึกขั้นตอนการฉีดวัคซีนและการรับมือกับพฤติกรรมของเด็กในสถานการณ์จำลอง 2. ความปลอดภัยต่อผู้ป่วย ลดความเสี่ยงจากการฝึกกับเด็กจริง: นักศึกษาสามารถฝึกและแก้ไขข้อผิดพลาดบนหุ่นจำลองก่อนปฏิบัติกับผู้ป่วยจริง จึงช่วยลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากการขาดประสบการณ์ ลดความเสี่ยงจากการใช้เข็มกับผู้ป่วย: การฝึกซ้ำบนหุ่นช่วยให้นักศึกษาคุ้นเคยกับขั้นตอนและตำแหน่งฉีดก่อนนำไปปฏิบัติจริง ส่งเสริมความถูกต้องในการปฏิบัติ: ระบบเซนเซอร์และข้อมูลย้อนกลับช่วยให้นักศึกษาทราบผลการฝึกและนำไปปรับปรุงทักษะของตนเอง ส่งเสริมความพร้อมก่อนให้บริการ: การจำลองพฤติกรรมเด็ก เช่น การขยับขาและการร้องไห้ ช่วยให้นักศึกษาได้ฝึกรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจริงก่อนดูแลเด็ก

3.4 ชื่องานวิจัย/นวัตกรรม

การพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของหุ่นจำลองฝึกทักษะการฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อในหุ่นเด็กที่มีระบบเซนเซอร์: ผลต่อทักษะปฏิบัติและความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์

คำแนะนำจากอาจารย์ (Feedback):

ยังไม่ได้รับการประเมินจากอาจารย์

📂 ขั้นตอน: DEPLOY
คะแนนประเมิน: 0 / 25
4.1 บันทึกผลการทดสอบ Usability Test

ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความมั่นใจก่อนใช้หุ่นจำลองเฉลี่ย 2.35 (SD = 0.88) อยู่ในระดับน้อย และหลังใช้หุ่นจำลองมีคะแนนเฉลี่ย 4.43 (SD = 0.58) อยู่ในระดับมากที่สุด โดยคะแนนความมั่นใจหลังใช้หุ่นจำลองสูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -15.42, p < .001) คะแนนทักษะการปฏิบัติโดยรวมเฉลี่ย 4.33 (SD = 0.65) อยู่ในระดับมากที่สุด และความพึงพอใจต่อการใช้หุ่นจำลองโดยรวมเฉลี่ย 4.54 (SD = 0.56) อยู่ในระดับมากที่สุด

4.2 Feedback จากกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้จริง

ความสมจริงของหุ่นจำลอง: หุ่นมีระบบจำลองการเคลื่อนไหวของขาและเสียงร้องไห้ ช่วยให้ผู้เรียนฝึกในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับการฉีดวัคซีนในเด็ก

4.3 สรุปตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPIs)

ตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPIs) เกณฑ์/ผลการประเมิน 1. ประสิทธิภาพด้านทักษะการฉีดวัคซีน คะแนนทักษะเฉลี่ย 4.33 อยู่ในระดับมากที่สุด 2. ความมั่นใจในการฉีดวัคซีน คะแนนเฉลี่ยหลังใช้นวัตกรรม 4.43 อยู่ในระดับมากที่สุด และเพิ่มขึ้นจากก่อนใช้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ () 3. ความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรม คะแนนเฉลี่ย 4.54 อยู่ในระดับมากที่สุด 4. การทำงานของระบบเซนเซอร์ คะแนนประเมินความถูกต้องของระบบเซนเซอร์เฉลี่ย 4.70 5. ความเหมาะสมของนวัตกรรมโดยรวม คะแนนเฉลี่ย 4.76 6. การส่งเสริมความมั่นใจจากการใช้นวัตกรรม คะแนนเฉลี่ย 4.73 7. การนำไปใช้ในการเรียนการสอน สามารถนำหุ่นจำลองไปใช้ฝึกทักษะซ้ำในห้องปฏิบัติการพยาบาลก่อนฝึกกับผู้ป่วยจริงได

คำแนะนำจากอาจารย์ (Feedback):

ยังไม่ได้รับการประเมินจากอาจารย์

ส่วนสรุปโครงการ: ข้อ 5 ข้อมูลประกอบโครงการ
5.1 ภาพอินโฟกราฟิกสรุปโครงการ (Infographic)

-

โปสเตอร์อินโฟกราฟิก

Infographic Poster
5.2 รายชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา

- ยังไม่มีการบันทึกข้อมูล -

5.3 รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ

1. นายสันติ ยุทธยง อาจารย์ประจำวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี 2. นางสาวจุฑารัตน์ ลมอ่อน อาจารย์ประจำวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี 3. นางวิไลพร พลสูงเนิน อาจารย์ประจำวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี 4. นายธีรพัฒน์ พิมพ์สาลี อาจารย์ประจำวิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกอุดรธานี 5. นายอาทิตย์ ทุมพล อาจารย์ประจำวิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกอุดรธานี